เราจะมีชีวิตอยู่ได้ไหม ถ้าไม่มีความหวัง นักคิดหรือแม้แต่เราๆ ท่านๆ ต่างรับรู้ว่าความหวังเป็นแกนสำคัญแกนหนึ่งที่ทำให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้ อย่างไม่ชืดชาตายซากนัก
แต่บางทีการอยู่บนโลกนี้นานๆ ถูกประสบการณ์ชีวิตกัดกร่อนจนเราเริ่ม ‘สูญสิ้นความหวัง’ ไปจากการใช้ชีวิต ความหวังบางครั้งกลายเป็นเรื่องของความไร้เดียงสา เราจะมีความหวังไปทำไมถ้าสุดท้ายแล้วนำไปสู่ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า
ความหวังเป็นเรื่องจำเป็น เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราเชื่อว่าวันพรุ่งนี้ยังมีเรื่องดีๆ รออยู่เสมอ แต่เราเองจะมีความหวังอย่างไรไม่ให้ ‘คาดหวัง’ อะไรคือความหวังแบบที่ดีต่อสุขภาพใจและกายของเรา
ความหวังดีหรือไม่ดี
ความหวังคือปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์เราที่มีต่ออนาคต ความหวังจึงประกอบไปด้วยทัศนคติ ประกอบขึ้นด้วยคิดและความเชื่อในความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
ความหวังเลยฟังดูเป็นพลังเชิงบวก เป็นมุมมองที่เรามองว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเก่า เป็นแรงผลักดันให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างสดใส แต่ความหวัง ในมุมมองของเหล่านักคิดก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีๆ เพียงอย่างเดียว นักปรัชญาผู้เคร่งครัดทั้งหลายในครั้งก่อนต่างไม่ค่อยชอบเจ้า ‘ความหวัง’ ซักเท่าไหร่ เพราะนักคิดเหล่านี้มองว่าการหวังเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เป็นเรื่องของการอ่อนต่อโลก เป็นผลของความไม่ถี่ถ้วน
นักปรัชญากรีกโบราณ – ที่ได้รับอิทธิพลแบบสโตอิกผู้เชื่อในความเคร่งครัด – บอกว่าความหวังเป็นทัศนคติของคนที่ ‘มีความรู้ไม่พอ’ ความหวังอาจจะนำเราไปสู่การคิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาด มีข้อคิดเก่าแก่หนึ่งของ the dialogues of Thucydides บอกว่าคนที่จะเต็มไปด้วยความหวังได้นั้นเป็นคนที่ไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ที่ตัวอยู่อย่างแท้จริง ไม่สามารถสร้างแผนการที่ดีพอขึ้นมาได้ และคนพวกนี้ถ้าไปออกศึกสงครามก็น่าจะดูไม่จืด
นักคิดบางคนบอกว่าความหวังเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ของคนขี้เกียจที่นั่งเฟื่องไปวันๆ
แต่หลังจากนั้นนับพันปี นักคิดร่วมสมัยก็เริ่มมองว่า ในเมื่อความหวังมันคือทัศนคติ – ซึ่งก็น่าจะส่งผลต่อการกระทำของเรา – เราลองมาคิดใหม่กับความหวังดีไหม Immanuel Kant เป็นนักคิดที่บอกว่าความหวัเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เรามีคุณธรรม การมีความหวังมีผลต่อตัวเราและสังคมโดยรวม คานท์บอกว่าความหวังมีผลตั้งสามระดับ ระดับแรก คือ การมีความหวังเป็นเรื่องความสุขของตัวเองล้วนๆ เรามีหวังในใจเราก็มีสุขแล้ว สอง คือ ถ้าเรามีหวัง เราเชื่อว่าพรุ่งนี้จะดี เราก็จะทำดี การพัฒนาศีลธรรมประจำใจย่อมเติบโตได้ถ้าเรามีความหวัง สาม คือ ความหวังเป็นเรื่องของมนุษยชาติ คือเราในฐานะมนุษย์ก็ต้องหวังว่าโลกของเรากำลังดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น สายพันธุ์ของเรากำลังไปสู่การวิวัฒน์เฟื่องฟูไม่ใช่เลวลง ความหวังในมิติของคานท์เลยดูจะนำไปสู่ภาคปฏิบัติที่เป็นแง่บวกมากกว่าแง่ลบของนักปรัชญาโบราณ ซึ่งก็อาจจะเป็นผลของสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ไม่ได้อยู่ในโลกของภัยพิบัติ การขาดแคลนอาหาร (เท่าสมัยก่อน) เรามีวิทยาศาสตร์และวิทยาการต่างๆ ไปจนถึงมีความเชื่อมั่นในตัวมนุษย์มากขึ้นกว่าแต่ก่อน นักคิดยุคต่อๆ มาก็เริ่มมองความหวังในฐานะสิ่งสำคัญ Kierkegaard บอกว่าเราควรใช้ชีวิตของเราบนความหวัง และการหวังคือการนึกจินตนาการถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นได้
อาจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ความหวังดูจะเป็นสิ่งที่จำเป็น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเราจะหวังอย่างไรไม่ให้เพ้อฝัน และจะหวังอย่างไรไม่ให้ผิดหวังมากเกินไป อ. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ศาสตราจารย์ทางปรัชญาให้ความเห็นว่า ความหวังเป็นสิ่งจำเป็น มนุษย์ไม่อาจอยู่ได้ถ้าไม่มีหวัง การมีความหวังคือการมีเป้าหมายในชีวิต ทำให้ชีวิตมีคุณค่าที่ชัดเจนขึ้นมา แต่เราไม่ต้องไปคิดว่าสิ่งที่เราหวังแล้วจะต้องได้หรือไม่ได้ เอาแค่ว่าในใจของเรามีหวัง ที่เหลือเป็นเรื่องของคนอื่น เป็นสิ่งที่บังคับได้แต่เราใจเราบังคับได้ แค่มีความหวังในใจก็เพียงพอแล้ว
แหล่งที่มาข้อความ : https://thematter.co/pulse/hope-and-expectation/37659
แหล่งที่มารูปภาพ :https://www.google.co.th/search?q=

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น